ประเทศไทยผลิตยางพารามานานกว่าหนึ่งศตวรรษ และยางธรรมชาติยังเป็นวัตถุดิบสำคัญของภาคใต้ แต่คำถามที่ครอบครัวของเราถามมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ไม่ใช่เพียง “วันนี้ยางราคากิโลกรัมละเท่าไร”

“ยางหนึ่งกิโลกรัม เราสามารถทำให้มีคุณค่ามากกว่านี้ได้อย่างไร”
คำถามนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ ปัตตานีอุตสาหกรรม และยังเป็นคำถามที่ Patex ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนถึงปัจจุบัน
เพราะสำหรับเรา อนาคตของ อุตสาหกรรมยางพาราไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณยางที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความรู้ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้มากเพียงใด
เมื่อการขายวัตถุดิบไม่ใช่คำตอบเดียว
ย้อนกลับไปในยุคของ เต็กสุ่น แซ่ซิ้ม หรือ เต็มสิทธิ์ นิธิอุทัย เศรษฐกิจยางพาราภาคใต้ยังผูกอยู่กับการผลิตและขายวัตถุดิบเป็นสำคัญ
เต็มสิทธิ์มองเห็นข้อจำกัดของโครงสร้างนี้ตั้งแต่ในเวลานั้น
หากเราขายยางในฐานะวัตถุดิบ สิ่งที่สร้างความแตกต่างได้มีไม่มาก และเมื่อราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลง ผู้ผลิตต้นทางก็มีทางเลือกจำกัด
เขาจึงสนใจอีกเส้นทางหนึ่ง แทนที่จะถามว่าจะขายยางได้ราคาเท่าไร เขาเริ่มถามว่า ยางสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง
คำตอบไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เกิดจากการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก
น้ำยางข้น ลูกโป่ง รองเท้าแตะ Rubber Lining, Hydro Dipping, ลูกบอลยางฟองน้ำ และ Latex Foam เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น
ผลิตภัณฑ์หลายอย่างไม่ได้กลายเป็นธุรกิจระยะยาว
แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว
เพราะสิ่งที่เหลืออยู่จากการทดลองแต่ละครั้งคือ ความรู้ในการแปรรูปยางพารา
และความรู้นั้นสามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นต่อไปได้
การเพิ่มมูลค่ายางพารา เริ่มจากการเพิ่มความรู้
คำว่า Value Added หรือการเพิ่มมูลค่า มักทำให้เรานึกถึงการนำวัตถุดิบราคาถูกมาผลิตเป็นสินค้าราคาแพง
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ถูกเติมเข้าไประหว่างสองจุดนั้นคือความรู้
น้ำยางสดไม่สามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตามต้องการได้ด้วยการเทลงแม่พิมพ์เพียงอย่างเดียว
ต้องมีความรู้เรื่องเคมีของยาง การรักษาสภาพน้ำยาง การผสมสาร การควบคุมฟอง การวัลคาไนซ์ การล้าง การอบแห้ง ตลอดจนการออกแบบโครงสร้างและคุณสมบัติของวัสดุ
ยิ่งผลิตภัณฑ์ซับซ้อนขึ้น ความรู้ที่ต้องใส่เข้าไปก็ยิ่งมากขึ้น
นี่ทำให้เราเห็นการเพิ่มมูลค่าในอีกแบบหนึ่ง
มูลค่าของผลิตภัณฑ์ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะเราใช้ยางมากขึ้น แต่เพราะเราใส่ความรู้เข้าไปในยางมากขึ้น
จากยางหนึ่งชนิด สู่ผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าที่ต่างกัน
Natural Rubber เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติน่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะความยืดหยุ่นและความสามารถในการคืนตัว
แต่การรู้ว่ายาง “ดี” ยังไม่เพียงพอ
โจทย์ของผู้ผลิตคือจะควบคุมคุณสมบัติเหล่านั้นให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทอย่างไร
เมื่อพัฒนาเป็น Latex Foam เราสามารถออกแบบความหนาแน่นและคุณสมบัติของวัสดุให้แตกต่างกันได้ ยางที่ต้องการความนุ่มสำหรับชั้น Comfort ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติเหมือนยางที่ใช้เป็นชั้น Support
จากวัสดุชนิดเดียว จึงสามารถพัฒนาไปเป็นหมอน ที่นอน ส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานเฉพาะทางได้
จุดนี้คือการเปลี่ยนจากการคิดแบบ Commodity ไปสู่การคิดแบบ Material
เราไม่ได้ถามเพียงว่า “มียางอยู่เท่าไร” แต่ถามว่า “เราต้องการให้ยางชิ้นนี้ทำหน้าที่อะไร”
จาก Material Science สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์
เมื่อความรู้เรื่องวัสดุเพิ่มขึ้น ขั้นต่อไปของการเพิ่มมูลค่าจึงไม่ใช่เพียงการผลิต Latex Foam ให้ได้
แต่คือการออกแบบสิ่งที่มันจะกลายเป็น
ในกรณีของที่นอน คำถามเปลี่ยนจาก “ทำยางให้นุ่มหรือแข็งแค่ไหน” ไปสู่การศึกษาว่า แต่ละส่วนของที่นอนควรทำหน้าที่อย่างไร
ชั้นบนต้องสร้างความสบายและช่วยกระจายแรงอย่างไร ชั้นล่างต้องรองรับน้ำหนักอย่างไร ความหนาแน่นหลายระดับสามารถทำงานร่วมกันอย่างไร หรือจะออกแบบโครงสร้างแต่ละบริเวณให้ตอบสนองต่อร่างกายแตกต่างกันได้หรือไม่
นี่คือเหตุผลที่ Patex ในวันนี้ไม่ได้มองตัวเองเพียงในฐานะโรงงานที่ “ทำยางฟองน้ำ”
เรามองตัวเองเป็น ผู้พัฒนาวัสดุและผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ
เพราะมูลค่าขั้นต่อไปไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้วัสดุทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
ของเหลือจากการผลิต ก็ยังเป็นโจทย์ของการเพิ่มมูลค่า
แนวคิดเดียวกันสามารถใช้กับสิ่งที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า “ของเสีย”
การผลิต Latex Foam ย่อมมีเศษยางเกิดขึ้นจากการตัดแต่งและกระบวนการผลิต
คำถามแบบเดิมคือ จะกำจัดมันอย่างไร
แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็น “วัสดุนี้ยังทำอะไรได้อีก” โจทย์ก็เปลี่ยนทันที
Patex จึงพัฒนาเศษยางธรรมชาติจากกระบวนการผลิตกลับมาเป็น PureAgglo วัสดุยางอัดที่สามารถออกแบบให้มีความหนาแน่นสูงกว่า Latex Foam ทั่วไป และนำกลับมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้
สิ่งที่เคยมีต้นทุนในการกำจัด จึงกลับมาเป็นวัตถุดิบอีกครั้ง
นี่คือการเพิ่มมูลค่าอีกระดับหนึ่ง เพราะไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าจะผลิตสินค้าอะไรเพิ่ม แต่เริ่มจากคำถามว่าจะใช้สิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้คุ้มค่ากว่าเดิมได้อย่างไร
อนาคตของยางพาราไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การขายยางมากขึ้น
ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติ แต่การมีวัตถุดิบอยู่ใกล้มือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
มูลค่าที่มากกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเรามีคนที่เข้าใจวัสดุ มีงานวิจัย มีโรงงานที่สามารถเปลี่ยนงานวิจัยเป็นกระบวนการผลิต และมีธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการ
เส้นทางนี้ยากกว่าการขายวัตถุดิบ ต้องใช้เวลา ต้องทดลอง และหลายครั้งต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทดลองไม่ได้กลายเป็นสินค้า
แต่ประวัติศาสตร์ของ Patex ทำให้เราเชื่อในเส้นทางนี้ เพราะสิ่งที่เริ่มจากการทดลองน้ำยางเพียงประมาณ 20 ลิตรในยุคของเต็มสิทธิ์ นิธิอุทัย ค่อย ๆ กลายเป็นองค์ความรู้ด้าน Latex Foam โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เดินทางออกจากปัตตานีไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
กว่า 75 ปีผ่านไป คำถามของเราจึงยังคงเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่า “เราจะขายยางได้มากขึ้นเท่าไร” แต่คือ “เราจะใส่ความรู้ลงไปในยางหนึ่งกิโลกรัมได้มากขึ้นอีกเท่าไร”
เพราะสำหรับ Patex นั่นคือความหมายที่แท้จริงของ การเพิ่มมูลค่ายางพารา และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของอนาคต อุตสาหกรรมยางพาราไทย



