งานวิจัยจำนวนมากจบลงเมื่อบทความได้รับการตีพิมพ์ สิทธิบัตรได้รับการจด หรือโครงการวิจัยปิดลง
แต่สำหรับ ผศ.ดร.บุญธรรม นิธิอุทัย งานวิจัยด้านยางพารามีอีกคำถามหนึ่งต่อจากนั้นเสมอ
แล้วความรู้นี้จะถูกนำไปใช้จริงได้อย่างไร
คำถามนี้เชื่อมโยงบทบาทของนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานของบุญธรรมไม่ได้อยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัย แต่เดินทางเข้าสู่โรงงาน กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์จริง
แนวคิดนี้คือสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า Technology Commercialization หรือการนำเทคโนโลยีจากงานวิจัยไปสร้างการใช้ประโยชน์ในโลกจริง
และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่บุญธรรมได้รับ Wickham Award จาก International Rubber Research and Development Board หรือ IRRDB สำหรับผลงานและคุณูปการด้านยางธรรมชาติในระดับนานาชาติ
งานวิจัยไม่ได้จบที่คำว่า “ทำได้”
ในห้องทดลอง เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าแนวคิดหนึ่งทำงาน
แต่คำว่า “ทำได้” ในห้องทดลอง กับคำว่า “ผลิตได้” ในโรงงาน เป็นคนละเรื่องกัน
ตัวอย่างขนาดเล็กอาจใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่ร้อยกรัม ควบคุมอุณหภูมิ เวลา และสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด ขณะที่โรงงานต้องผลิตครั้งละมากขึ้น ต้องรับมือกับความแปรผันของวัตถุดิบ เครื่องจักร คน ต้นทุน พลังงาน และเวลา
จาก Research ไปสู่ Industry จึงมีช่องว่างขนาดใหญ่
งานวิจัยต้องถูกแปลงเป็นสูตร กระบวนการผลิต เครื่องจักร หรือวิธีควบคุมคุณภาพ ก่อนจะสามารถขยายจากตัวอย่างในห้องทดลองไปสู่การผลิตซ้ำได้จริง
และแม้ผลิตได้แล้ว ก็ยังเหลืออีกคำถามหนึ่ง มีใครต้องการใช้มันหรือไม่
นี่คือเหตุผลที่การสร้างนวัตกรรมไม่ใช่เส้นตรงจาก Research ไปสู่ Product แต่เป็นการเดินกลับไปกลับมาระหว่างปัญหา งานวิจัย การทดลอง การผลิต และตลาด
เมื่อมหาวิทยาลัยกับโรงงานอยู่ใกล้กัน เส้นทางของบุญธรรมมีลักษณะพิเศษ เพราะเขาทำงานอยู่ทั้งสองฝั่ง
ด้านหนึ่งคือการเป็นอาจารย์และนักวิจัยด้าน เทคโนโลยียางพารา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
อีกด้านหนึ่งคือประสบการณ์ใน บริษัท ปัตตานีอุตสาหกรรม (1971) จำกัด ซึ่งทำงานกับยางธรรมชาติในระดับอุตสาหกรรมจริง
เมื่อสองโลกนี้เชื่อมกัน โจทย์ของโรงงานสามารถเดินเข้าไปเป็นคำถามของงานวิจัย และคำตอบจากงานวิจัยก็สามารถเดินกลับออกมาทดลองในโรงงานได้
ปัญหาจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “มีอะไรที่ยังไม่มีใครวิจัย” แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายกว่านั้นว่า “วันนี้อุตสาหกรรมมีปัญหาอะไรที่ยังแก้ไม่ได้”
สำหรับเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของ นวัตกรรมยางพารา Research → Patent → Prototype → Industry → Market
การเปลี่ยนความรู้ให้เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ต้องผ่านหลายขั้นตอน
งานวิจัยสร้างความเข้าใจและคำตอบใหม่
บางคำตอบสามารถพัฒนาเป็นทรัพย์สินทางปัญญาหรือ Patent
แต่สิทธิบัตรก็ยังไม่ใช่ผลิตภัณฑ์
เทคโนโลยีต้องถูกสร้างเป็น Prototype เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่คิดไว้สามารถทำงานได้จริง จากนั้นจึงต้องหาวิธี Scale Up ให้สามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยต้นทุนและคุณภาพที่ยอมรับได้
เมื่อผ่านขั้นนั้นแล้ว จึงเข้าสู่คำถามสุดท้ายว่า ตลาดต้องการสิ่งที่สร้างขึ้นหรือไม่
เส้นทางจึงอาจเขียนได้ง่าย ๆ ว่า Research → Patent → Prototype → Industry → Market
แต่ในชีวิตจริง ลูกศรแต่ละตัวอาจใช้เวลาหลายปี และหลายโครงการอาจหยุดอยู่ระหว่างทาง
ความสำเร็จของ Technology Commercialization จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการพาความรู้ข้ามช่องว่างเหล่านี้ไปให้ได้
การแปรรูปยางพารา คือโจทย์ของประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบสำคัญจากการเป็นแหล่งผลิต Natural Rubber
แต่การผลิตวัตถุดิบได้มาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับมูลค่าสูงสุดจากวัตถุดิบนั้นโดยอัตโนมัติ
หากยางออกจากพื้นที่ในรูปวัตถุดิบ ขั้นตอนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจำนวนมากก็สามารถเกิดขึ้นที่อื่นได้ ตั้งแต่ Material Technology การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิตขั้นสูง ไปจนถึง Brand และ Market
งานวิจัยยางพาราจึงมีความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับประเทศผู้ผลิตยาง
เพราะมันเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้เราเดินจาก “ประเทศที่มียาง” ไปสู่ “ประเทศที่รู้ว่าจะทำอะไรกับยาง”
ความแตกต่างระหว่างสองประโยคนี้ คือพื้นที่ของการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งหมด
จากนวัตกรรม สู่สิ่งที่ผลิตได้จริง
แนวคิดนี้สามารถเห็นได้ในพัฒนาการของ Patex เช่นกัน
จากความรู้เรื่องน้ำยางและ Latex Foam เราค่อย ๆ เรียนรู้การควบคุม Density และคุณสมบัติของวัสดุ จากยางฟองน้ำที่มีหน้าที่พื้นฐาน ไปสู่การออกแบบวัสดุหลายความหนาแน่นให้ทำงานร่วมกันในผลิตภัณฑ์
ในอีกด้านหนึ่ง เศษยางจากการผลิตที่เคยถูกมองเป็นของเสีย ก็สามารถกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้วัสดุเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก
คำตอบหนึ่งคือการพัฒนา PureAgglo ซึ่งนำเศษ Natural Rubber Foam กลับมาสร้างเป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นสูง และสามารถนำไปออกแบบเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ใหม่
นวัตกรรมในความหมายนี้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่บนโลก
บางครั้งมันคือการมองปัญหาเดิมด้วยความรู้ใหม่ แล้วทำให้คำตอบนั้น ผลิตได้ ใช้ได้ และมีเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะอยู่รอด
ความหมายของ Wickham Award
ชื่อของ Wickham Award เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของยางธรรมชาติ และเป็นรางวัลที่ IRRDB ใช้ยกย่องผู้ที่สร้างคุณูปการสำคัญต่อวงการยางธรรมชาติ
สำหรับ ผศ.ดร.บุญธรรม นิธิอุทัย ความหมายของรางวัลจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
แต่สะท้อนเส้นทางการทำงานที่เชื่อม Research, Education และ Industry เข้าด้วยกัน
จากการสร้างองค์ความรู้ สู่การสร้างคน
จากงานวิจัย สู่สิทธิบัตรและเทคโนโลยี
และจากเทคโนโลยี สู่สิ่งที่อุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ต่อได้จริง
เมื่อความรู้สร้างมูลค่าได้ มันจึงเดินทางต่อได้
กว่า 70 ปีของครอบครัวเราเริ่มต้นจาก เต็มสิทธิ์ นิธิอุทัย ซึ่งพยายามเรียนรู้ว่าจะนำยางพารามาทำอะไรได้มากกว่าการขายเป็นวัตถุดิบ
เมื่อมาถึงรุ่นของบุญธรรม คำถามนั้นถูกพัฒนาต่อด้วยวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และระบบการศึกษา
วันนี้คำถามเดียวกันยังคงอยู่กับ Patex
เราไม่ได้ต้องการเพียงผลิตสิ่งที่เราผลิตเป็นอยู่แล้วให้มากขึ้น แต่ต้องถามต่อว่า ความรู้ด้านวัสดุที่เรามีสามารถนำไปแก้ปัญหาอะไรใหม่ได้อีก
เพราะปลายทางของ งานวิจัยยางพารา ไม่ควรเป็นเพียง Paper
ปลายทางของ Patent ไม่ควรเป็นเพียงเลขทะเบียน
และปลายทางของ Innovation ไม่ควรเป็นเพียง Prototype ที่วางอยู่ในห้องทดลอง
สำหรับเรา เส้นทางจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อความรู้เดินทางไปถึงการใช้งานจริง
Research → Patent → Prototype → Industry → Market
นี่คือเส้นทางที่เปลี่ยน “ความรู้เรื่องยาง” ให้กลายเป็น นวัตกรรมยางพารา และเปลี่ยนวัตถุดิบที่เรามีอยู่แล้ว ให้สร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม




